• บทความสุขภาพ

  • 1

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม (BREAST CANCER SCREENING)

1. การซักประวัติและตรวจเต้านมโดยแพทย์เฉพาะทาง (History Taking & Clinical Breast Examination)

โดยแพทย์จะทำการซักประวัติถึงอาการสำคัญที่นำมาพบแพทย์ อาการผิดปกติอื่นๆ ของเต้านมและระบบอวัยวะต่างๆ ทั้งร่างกาย รวมถึงประเมินปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมของผู้ป่วย ต่อด้วยการตรวจเต้านม ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ ไหปลาร้าโดยละเอียด และสอนให้ผู้ป่วยสามารถตรวจเต้านมได้ด้วยตนเอง โดยควรคลำดูเดือนละครั้ง

2. การทำแมมโมแกรม (Mammography)

ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป จะส่งตรวจแมมโมแกรม เพื่อดูความผิดปกติ เช่น ก้อนในเต้านม ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ กลุ่มหินปูนผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีของการถ่ายภาพแมมโมแกรมไปมาก จากอดีตที่ถ่ายภาพแมมโมแกรมลงบนฟิลม์ธรรมดา (Analog mammography) ไปเป็นดิจิตอลแมมโมแกรมความละเอียดสูง (Digital mammography) จนถึงแมมโมแกรมแบบ 3 มิติ (Breast 3D Tomosynthesis) ซึ่งจะทำให้ตรวจพบความผิดปกติได้จากเดิมที่ตรวจไม่พบ หรือ ถ้าตรวจพบแล้วก็ทำให้มองเห็นความผิดปกติได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

3. อัลตร้าซาวด์เต้านม (Ultrasound Breast)

ผู้หญิงในทวีปเอเชียส่วนใหญ่จะมีขนาดเต้านมเล็กกว่าผู้หญิงทางฝั่งยุโรปหรืออเมริกัน และมีเนื้อเต้านมที่แน่นมากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี ทำให้บางครั้งมองไม่เห็นความผิดปกติได้ชัดเจนโดยการทำแมมโมแกรมเพียงอย่างเดียว การตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านมเพียงอย่างเดียว หรือทำควบคู่ไปกับแมมโมแกรมในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีจะช่วยตรวจหาและวัดขนาดสิ่งผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้องอก ก้อนซีสต์หรือถุงน้ำ ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ได้ดียิ่งขึ้น

4. การเจาะชิ้นเนื้อส่งตรวจกับพยาธิแพทย์

เมื่อตรวจพบว่ามีก้อนในเต้านมที่มีลักษณะสงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งเต้านม แพทย์จะแนะนำให้เจาะชิ้นเนื้อโดยการใช้เข็มขนาดเล็กเจาะชิ้นเนื้อออกมาส่งตรวจกับพยาธิแพทย์เพื่อให้ทราบว่าก้อนนั้นมีเซลส์มะเร็งหรือเป็นมะเร็งหรือไม่ ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมจะได้ทำการผ่าตัดและรักษาแบบมะเร็งเต้านมต่อไป แต่ถ้าผลชิ้นเนื้อออกมาเป็นโรคที่ไม่ใช่มะเร็งเต้านมก็อาจตรวจติดตามทุก 6 เดือนได้และจะผ่าตัดก้อนเนื้องอกออกเมื่อมีข้อบ่งชี้